สู้แค่ตาย

หลวงตามหาบัว ธรรมะชุดเตรียมพร้อม สู้แค่ตาย เทศน์โปรดคุณเพาพงา วรรธนะกุล ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙

ความหนักที่สุดก็คือ “ใจ” ความเบาที่สุดก็คือ “ใจ” ความหยาบที่สุดก็คือ “ใจ” ความละเอียดหรืออัศจรรย์อย่างยิ่งก็คือ “ใจ” อยู่ที่ใจนี้ทั้งนั้น!

โลกจะมีความสงบร่มเย็น หรือเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายมากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับใจ เพราะใจเป็นผู้ครองร่างและครองโลก ใจจึงควรได้รับการอบรมศึกษาไปตามเหตุตามผลซึ่งเป็นแนวทางที่ชอบ เพื่อจะได้ผู้นำที่ดี แสดงออกเป็นกิจการงานที่ชอบธรรม

การแสดงออกทุกอาการ เมื่อใจได้รับการอบรมโดยเหตุผลอันเป็นแนวทางที่ดีที่เรียกว่า “ธรรม” แล้ว กิจการงานตลอดความประพฤติย่อมเป็นไปด้วยความราบรื่นดีงาม ไม่แสลงตาแทงใจระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าส่วนย่อยส่วนใหญ่ ขึ้นอยู่กับใจเป็นสำคัญ ใจนี้จะว่าหนักก็หนักจนเจ้าของยกไม่ขึ้น ถ้ายกขึ้นสู่ความดีงามได้ดังท่านผู้ดีทั้งหลาย ก็ควรจะผ่านพ้นความทุกข์ความไม่ดีทั้งหลายไปได้แล้ว นี่ใครก็นอนจมอยู่ในกองทุกข์และความสกปรกโสมมเรื่อยมา ทำไมจึงไม่ยกใจของตนขึ้นให้พ้นไปเสีย ทั้งที่รู้อยู่ด้วยกันว่า ทุกข์อันเกิดจากเหตุชั่วนั้นเป็นของไม่ดี ก็เพราะมันยกไม่ขึ้นนั่นเอง ใจมันชอบอยู่ในทุกข์โดยไม่รู้สึกตัว

สิ่งที่เราไม่รู้นั่นแหละคือสิ่งที่เป็นนายเรา พูดแล้วก็ไม่พ้นจาก “กิเลส” อันเป็นตัวก่อเหตุสำคัญ ความไม่รู้ก็ต้องทำไปแบบสุ่มเดา ทำแล้วก็เกิดผลขึ้นมาเป็นความเดือดร้อนแก่ตนและผู้อื่นต่อเนื่องกันไปไม่มีที่สิ้นสุด มันติดอยู่ที่ว่า “ยกของหนักคือใจไม่ไหว!” ถ้ายกไหว ก็ยกให้พ้นจากสิ่งกดถ่วงทั้งหลายที่ต่ำช้าเลวทรามไปนานแล้ว ไม่ต้องมาวกวนบ่นทุกข์บ่นยากกันดังที่โลกเป็นอยู่เวลานี้เลย ทั้งนี้ก็เพราะยกไม่ไหวไปไม่รอด จอดไม่ถูกตามกฎจราจรของธรรมนั่นเอง มันถึงเกิดขึ้นมาอยู่ในสภาพที่เกะกะคละเคล้ากับความทุกข์ยาก ทางปากกัดทางมือฉีก ทางใจบ่นเพ้อรำพึงอยู่ภายใน ที่เรียกว่า“กรรมของเรา กรรมของเขา ต่างคนต่างมีและรุมล้อมอยู่ที่ใจ”

ไปก่อกำเนิดที่ไหนก็ต้องเสวยสุขทุกข์มากน้อยที่จิตพกไปด้วย ส่วนกุศลกรรมนั้นต่างกัน ส่งเสริมจิตให้เบาและมีความสุข

คำว่า “ธรรม” เป็นความละเอียดสุขุมคัมภีรภาพมาก เมื่อจิตกับธรรมมีความเกี่ยวข้องกัน ใจแม้เคยหนักยิ่งกว่าภูเขา ก็กลายเป็นจิตเบาและเบาบางจากกิเลสกองทุกข์โดยลำดับ จะทำอะไรที่เป็นกุศลก็ง่าย ชื่อความดีความชอบแล้วทำง่าย!

แต่ในระหว่างที่จิตจมอยู่กับความหนักหน่วงถ่วงใจนั้น มันยกอะไรที่เป็นความดีงามไม่ขึ้น อ่อนไปหมด ราวกับไม่มีกระดูกติดต่อกันในร่างกาย สู้ยอมจมอยู่อย่างนั้นไม่ได้ เพราะธรรมชาติที่จะให้จมนั้นมันมีน้ำหนักมากกว่า เทียบเหมือน “แม่เหล็ก” ที่ดึงดูดเหล็ก เศษเหล็กเล็กๆ น้อยๆ ก็วิ่งเข้าหา “แม่เหล็ก” ทั้งหมด เพราะแม่เหล็กมีกำลังมาก สามารถดึงดูดเศษเหล็กได้ตามกำลังของมัน

กิเลสตัณหาอาสวะก็มีอำนาจดึงดูดจิตใจ ให้หลงกลมายาและรักชอบมันไม่มีวันจืดจาง เช่น ความโลภ โกรธ หลง ราคะตัณหา เป็นต้น ทั้งที่รู้แก่ใจว่าไม่ดี แต่ก็ไม่มีใครพอใจ “ละ” มัน นอกจากพอใจส่งเสริม พอใจคล้อยตามมัน โดยไม่มีการฝ่าฝืนต้านทานด้วยความพอใจ เหมือนเวลาพอใจหลงและติดมันส่งเสริมมัน ฉะนั้นจึงยากที่จะมีผู้ผ่านพ้นฝีมือของมันไปได้ เพราะต่างเคลิ้มหลับให้มันกล่อมจนหมดเพลง ความไม่เบื่อ ความลุ่มหลง ไม่มีสติระลึกรู้ตัวบ้าง ก็คือกิเลสกล่อมสัตว์โลกนั่นแล

ท่านที่อยากเปลี่ยนฟังเพลงคือ “ธรรม” ก็จงพยายามยับยั้งชั่งตวงตัวเอง หมุนใจเข้าหาธรรมด้วยความพยายาม ยากก็พยายามลากเข็น พยายามต่อสู้ พยายามบึกบึน อย่ายื่นมือให้กิเลสฉุดลาก เดี๋ยวจะไม่มีหนังติดเนื้อ จะเปื่อยผุพังไปเพราะมันเสียหมด

กิเลสมันเคยดัดสันดานสัตว์โลกมานาน ถ้าจะเข็ดก็ควรเข็ดได้แล้ว ไม่มีอะไรจะวิเศษวิโสไปกว่าเท่าที่รู้อยู่เห็นอยู่ในวงของกิเลสครอบงำนี้

ความพากเพียรในธรรมมีเท่าไรจงทุ่มลงไป อย่ากลัวกิเลสเจ็บ อย่ากลัวกิเลสร้องไห้ ให้กลัวเราจมอยู่ในกองทุกข์เพราะกิเลสทำเหตุจะประเสริฐกว่า กิเลสไม่ใช่ของประเสริฐ ธรรมต่างหากประเสริฐเหนือโลก สติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร ในธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่เนื้อไม่ใช่ปลาพอจะสงวนไว้เพื่อต้มแกงกิน จงนำออกมาใช้เพื่อประโยชน์ เพื่อประโยชน์มหาศาลแก่ตนในอัตภาพนี้ อย่ารอให้เขานิมนต์พระมาจัดการ “กุสลา มาติกา” ให้ ทั้งที่เรากำลังโง่อยู่ การนั้นจะไม่เป็นประโยชน์ยิ่งกว่าเราสร้าง “กุสลา ธมฺมา” คือ ความฉลาดขึ้นมาเองภายในใจขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เวลานี้

จงทราบว่า “กุสลา ธมฺมา” นั้นท่านสอนคนเป็นให้ฉลาด ไม่ได้สอนให้คนโง่ เราเป็นชาวพุทธและเป็นนักปฏิบัติ จงพิจารณาไตร่ตรองความหมายของธรรมให้ถูกต้อง อย่าคอยเสวยผลบุญและความฉลาดในเวลาเข้าโลงด้วย “กุสลา มาติกา บังสุกุล” นั่นคืองานที่เขาทำให้ในเวลาผู้ตายหมดหวังจากการบำเพ็ญด้วยตนเองแล้ว เขาก็ทำส่งเดชให้อย่างนั้นเอง ตามนิสัยคนที่รักและเคยมีบุญคุณต่อกัน มันไม่แน่เหมือนเราทำเอง คือสร้างกุศลเอาเองขณะที่มีชีวิตอยู่

ถ้าแน่ใจในกุศลของตัวที่สร้างขึ้นมาว่าเต็มภูมิภายในใจแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปรบกวนพระท่านมา “กุสลา มาติกา” ให้ลำบากในเวลาตายหรือเวลาเข้าโลงแล้ว เพราะเราสมบูรณ์แล้ว กุสลา หรือไม่เราก็พอตัวแล้ว การตายทั้ง “อิ่ม” ไม่ใช่ตายทั้ง ‘หิว” นี้ดีมาก คำว่า “ตายทั้งอิ่ม” นั้นคือความเพียรพอในกุศลธรรมทั้งมวลภายในใจ ดังพระ-อรหันต์ท่านตาย ไม่เห็นใครกล้าไปอาจเอื้อมไปกุสลาให้ท่านถ้าไม่อยากขายตัว การตายของท่านก็ไม่เห็นลำบากรำคาญ ท่านมักตายคนเดียว อย่างสบายหายวุ่น แมลงหวี่แมลงวันก็ไม่ตอมเหมือนพวกเราชาวยุ่งชาววุ่น ตายแต่ละรายราวกับเกิดข้าศึกกลางเมือง

เรื่องของท่านผู้สิ้นกิเลสความกังวลและกวนใจกับเรื่องของพวกเรา ต่างกันมากราวกับเกิดอยู่คนละโลก ทั้งที่ท่านก็เป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา ฉะนั้นเราผู้เป็นศิษย์มีครูสั่งสอน ควรพยายามดัดจิตใจของตนให้เดินตามร่องรอยแห่งธรรม

แม้ไม่ได้อย่างท่าน ก็พอเป็นเครื่องหมายแห่ง “ลูกศิษย์” ที่มีครูสอนบ้าง สิ่งที่ควรตัดก็ตัด สิ่งที่ควรละก็ละบ้างตามโอกาส ไม่ควรปล่อยตัวให้ติดจมอยู่กับเรื่องต่างๆ สิ่งต่างๆ จนไม่คิดหาทางออกจากทุกข์เพื่อตัวเอง ก็ดูว่าโง่เสียจนเลยขอบเขตเหตุผล

ตามธรรมดาทั่วๆ ไป ใครมีอะไรมากน้อยใครก็รักสงวน โลกเป็นกันมาอย่างนั้นไม่ปฏิเสธ แต่ธรรมเครื่องป้องกันตัวรักษาตัว ก็ควรให้มีเป็นคู่เคียงกันไป จะไม่เสียเปรียบโลกคือกิเลสของตัวจนเกินไป

คิดดู! พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดา ก็ทรงเสียสละและเสียสละจนหวั่นไหวทั้งแผ่นดินถิ่นที่ทรงปกครอง การเสียสละขนาดนั้นเป็นสิ่งเล็กน้อยได้หรือ ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตมาก จนไม่มีใครสามารถทำได้อย่างพระองค์ เวลาเสด็จออกไปทรงผนวชแล้ว มีใครบ้างที่มีความสามารถอาจหาญทางความเพียร ความอดความทนในทุกสิ่งบรรดาปัจจัยทั้งสี่เหมือนอย่างพระพุทธเจ้า การลดฐานะจากความเป็นกษัตริย์ลงเป็นนักบวชอันเป็นเพศแห่งคนขอทาน ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ฉะนั้นศาสนธรรมจึงเกิดขึ้นในท่ามกลางแห่งความลำบากทรมานของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะความขี้เกียจอ่อนแอแบบสุกเอาเผากิน แต่เกิดขึ้นจากความรอดตายของพระสิทธัตถราชกุมารองค์อาชาไนย

ใครจึงไม่ควรดุด่าลูกๆ หลานๆ ด้วยการประมาทพระศาสนาว่า “ไอ้นี่มันเกียจคร้านนัก เอาไปบวชเสีย” เพราะพระพุทธเจ้าไม่ใช่ช่างทำส้วม ธรรมของท่านไม่ใช่ส้วมพอจะเป็นเครื่องรับถ่ายมูตรคูถเช่นนั้น ศาสนาไม่ใช่ห้องน้ำห้องส้วมหลุมมูตรหลุมคูถ

ผู้ที่ประกอบความเพียร ความเสียสละ ความอดความทน จนถึงเป็นถึงตาย จะมีใครเกินพระพุทธเจ้าไปได้เล่า นี่แหละต้นเหตุที่จะได้ธรรมอันประเสริฐเลิศโลกเกิดขึ้นและนำมาประกาศสอนโลกทั่วไป ท่านได้มาด้วยวิธีนั้นด้วยอาการนั้น ฉะนั้นการที่จะรื้อถอนตนให้พ้นจากทุกข์ จึงต้องอาศัยความพากเพียรอย่างเต็มกำลังความสามารถขาดดิ้นไม่ยอมลดละ ไม่ยอมถอยหลัง ถ้าถอยก็ต้องจมอีก ไม่ถอยก็ไม่จม ค่อยคืบคลานขึ้นมาด้วยความเพียรโดยสม่ำเสมอ ก็ย่อมจะผ่านพ้นไปได้

ร่างกายเรานี้ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าไม่พาทำประโยชน์เสียแต่เวลานี้ ตายแล้วมีแต่เรื่องยุ่งกัน “โอ้โห ยุ่งมหายุ่ง นั่นซิมันดูไม่ได้ ไอ้เรื่องตายนี้ถือกันว่าเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ยุ่งกันไปหมด คนเป็นนั่นแหละตัวยุ่ง หาอะไรมายุ่งกันไปหมด เห็นแต่พระตายก็ยังยุ่งมาก ซึ่งไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นเลยก็ยังเป็นได้ ท่านตายแล้วเก็บหมักเก็บดองเอาไว้ไม่ทราบว่ากี่เรื่องกี่ราย จะทำปลาร้าหรือน้ำปลาก็ไม่ได้ แต่ใจชอบอย่างนั้น หลั่งไหลมายุ่งด้วยกันโดยไม่มีเหตุมีผลอะไรที่ไม่ควรเป็นเลย มันก็ยังเป็น เพราะใจมนุษย์นิยมชอบอย่างนั้น

เวลายังมีชีวิตอยู่ จะสนใจประพฤติปฏิบัติคุณงามความดีให้เกิดจากสกลกายนี้ก็ไม่ค่อยสนใจ เวลาตายแล้วจะให้ร่างกายนี้เป็นประโยชน์ มันจะเป็นประโยชน์ได้อย่างไรกัน ถ้าไม่พาทำเสียตั้งแต่บัดนี้ ทำให้พอ! ตายแล้วก็ทิ้งไปนั่นเอง จะเป็นประโยชน์อะไรอีก ถ้าเป็นประโยชน์อยู่จะตายไปทำไม มันไม่เป็นประโยชน์ เพราะหมดกำลังความสามารถสืบต่อแล้วมันถึงตาย ตายแล้วทิ้งลงไป อันใดที่เป็นสาระสำคัญซึ่งได้จากการกระทำของร่างกายนี้ ก็ถือเอาเป็นประโยชน์ต่อไป ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท

เวลานี้ชีวิตร่างกายของเรากำลังเป็นประโยชน์ ทำกิจการทางโลกก็เป็นประโยชน์ ทางธรรมก็เป็นประโยชน์ ฉะนั้นงานทั้งสองประเภทนี้ที่เรายังมีความสามารถทำได้อยู่ เราก็ต้องทำไม่อยู่เปล่า

งานทางโลกก็ต้องทำ เพราะสังขารร่างกายมีความจำเป็นต่อสิ่งเยียวยารักษา อยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต้องมีเครื่องนุ่งเครื่องห่มปกปิดสกลกาย มีที่อยู่อาศัย มีปัจจัยเครื่องสนับสนุน อาหารการบริโภคตลอดหยูกยา ไม่กำหนดกฎเกณฑ์ว่ามีมากมีน้อย เรื่องมนุษย์เป็นอย่างนั้น

สัตว์เขาไม่มีอะไรมากเหมือนมนุษย์ ผ้านุ่งผ้าห่มเขาก็ไม่มี ที่นอนหมอนมุ้งเขาก็ไม่มี หยูกยาแก้โรคเขาก็ไม่มี เขายังมีความสืบต่อเป็นสัตว์มาได้

แต่มนุษย์เรานี่ซิ ถ้าพูดตามความจริงก็ว่าอ่อนแอมากกว่าสัตว์ ไปที่ไหนพะรุงพะรังด้วยเครื่องนุ่งห่ม ด้วยเครื่องอยู่เครื่องกิน เตรียมกันไปเต็มที่เต็มทางกลัวแต่จะอดตาย หยูกยาปลาแป้งอะไรพากันหอบหิ้วให้ยุ่งไปหมด แม้จะไปวัดเพื่อภาวนาตัดกังวล ยังไม่สนใจคิดว่าความพะรุงพะรังน่ะคือความกังวลเป็นห่วงร่างกายกลัวจะอดตาย ยิ่งกว่าจะห่วงใจ

การกล่าวทั้งนี้มิได้เจตนาตำหนิมนุษย์โดยถ่ายเดียว แต่เป็นอุบายเตือนมนุษย์ให้มีความเข้มแข็ง และรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่เป็นคลังแห่งความกังวลบนหัวใจโดยถ่ายเดียว แทนที่จะเป็นคลังแห่งธรรม

ตามธรรมดาแล้วมนุษย์มีความฉลาดเหนือสัตว์ ความต้านทานของมนุษย์ก็ไม่เหมือนสัตว์ มันผิดกัน มนุษย์เราเกิดมาในท่ามกลางแห่งความช่วยเหลือจากผู้อื่น ฉะนั้นความเป็นอยู่ต่างๆ จึงต่างจากสัตว์เป็นธรรมดา แต่นักปฏิบัติธรรมควรคิดเรื่องนี้ไว้เสมอเพื่อกันความลืมตัวและอ่อนแอ เวลาไม่สบายมีเจ็บไข้เป็นต้น จิตใจจะไม่เข้มแข็งเพื่อค้นหาความจริงตามหลักสัจธรรม

ครั้งพุทธกาลพระบางองค์ท่านได้สำเร็จอรหันต์ เพราะทุกขเวทนาเวลาเจ็บไข้ก็มี ทั้งนี้เพราะจิตใจเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นการกล่าวนี้จึงกล่าวเพื่อจิตใจ โดยเฉพาะใจสำคัญมาก เพื่อใจไม่สะดุ้งกลัว ไม่ระส่ำระสาย ขาดสติปัญญาเครื่องพิจารณาในเวลาเจ็บป่วย ดังพระกรรมฐานท่านเที่ยวตามป่าตามเขา ตัวอย่างมีท่านอาจารย์มั่น เป็นต้น หยูกยาก็ไม่ได้ติดเนื้อติดตัวไปเลย เวลาเจ็บไข้

“เอ้า โรคนี้เวลาจะเป็นขึ้นมา เป็นมาจากที่ไหน ก็เกิดขึ้นภายในร่างกายนี้ เช่น เจ็บไข้ ปวดหัว เป็นต้น เวลาเกิดมันก็เกิดขึ้นที่นี่ เวลาหายมันจะหาหยูกยาจากที่ไหน มันเกิดที่นี่มันก็ดับที่นี่ ถ้าร่างกายหรือจิตใจไม่มีความสามารถต้านทานกันมันก็ตายที่นี่ เกิดกับตายเป็นของคู่กัน โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นกับดับไป มันก็เป็นของคู่กัน มันจะเกิดจะดับที่ไหนถ้าไม่เกิดดับที่นี่” ท่านว่า

“พวกสัตว์สาราสิงมีอยู่เต็มในป่าในเขานี้ เขาไม่ได้มีหยูกมียา เขาก็มีธาตุขันธ์เช่นเดียวกัน เขาอาจมีเจ็บไข้ได้ป่วยได้เช่นเดียวกับมนุษย์เรา แต่ทำไมเขาจึงไม่สูญพันธุ์ ทำไมเราจึงกลัวตายนัก อ่อนแอนัก!“ นี่ท่านพลิกใจของท่าน

“เราต้องพิจารณาให้รู้ “สัจธรรม” เป็นธรรมโอสถเครื่องแก้กัน ไม่ให้จิตใจลุ่มหลงส่ายแส่ไปกับสิ่งเหล่านั้นอันจะก่อความทุกข์ให้กับตนมากขึ้น”

ท่านก็พิจารณาจนกระทั่งทราบเรื่องเหตุเรื่องผล ทุกสิ่งทุกอย่างภายในร่างกายเวทนาจิตโดยตลอด โรคภัยไข้เจ็บหายไปเลยก็มีดังที่เขียนไว้ในประวัติของท่านอาจารย์มั่น

แม้โรคมันจะไม่หายก็ตาม เรื่องจิตใจนั้นจะต้องมีความเข้มแข็ง มีความเฉลียวฉลาดต่อวิธีการปฏิบัติต่อตนเอง ซึ่งเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บเป็นพิเศษ ผิดกับคนธรรมดาอยู่มาก นี่ก็เคยไปปฏิบัติมาอย่างนั้นเช่นเดียวกัน เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยมากๆ ห้ามใครเข้าไปเกี่ยวข้องเลย ถ้าสมมุติว่าอยู่กับหมู่เพื่อนอย่างนี้ ก็ปิดประตูและบอกทันที และห้ามเด็ดขาดเลยว่า “ใครอย่ามาแตะต้องหรือเปิดประตูเป็นอันขาด ถ้าประตูนี้ไม่เปิดห้ามไม่ให้ใครเข้ามาเกี่ยวข้อง วันนี้จะต้องพิจารณาขุดค้นกันอย่างเต็มภูมิเต็มฐานทีเดียว เพราะว่านี่เป็นทุกขเวทนาซึ่งเกิดขึ้นจากการเจ็บไข้”

ทุกขเวทนาที่เราเคยพบเพราะนั่งภาวนามาตั้งหลายชั่วโมง เรายังสู้ได้ พิจารณาแทงทะลุปรุโปร่งไปได้ ได้เหตุได้ผล ได้อรรถได้ธรรม ได้ความเฉลียวฉลาด ได้ความศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญขึ้นมาภายในใจแต่ละครั้งๆ ไม่เคยพลาดไปเลย แต่เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยนี้เราจะปฏิบัติอย่างไร ถ้าไม่ปฏิบัติอย่างนั้นเราจะปฏิบัติทางไหน ไม่มีทางหลีกเร้นได้ เพราะร่างกายนี้เป็นที่เกิดแห่งโรคต่างๆ ไม่มีประมาณ

สติปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาความจริงซึ่งเกิดขึ้นนั้น โรคแต่ละชนิดที่เกิดขึ้นก็ทำให้เกิดทุกขเวทนา ทุกขเวทนานั้นเป็นสัจธรรม เราไม่พิจารณาสัจธรรมที่เกิดขึ้นกับเราเวลานี้เราจะพิจารณาอะไร เรากลัวสัจธรรมก็เท่ากับเรากลัวกิเลส เราสู้กิเลสไม่ได้ก็เท่ากับเรา “แพ้กิเลส” โดยตรง ถ้าเราพิจารณาสัจธรรมเข้าใจแจ่มแจ้งจริงแล้ว ก็ชื่อว่าเรามีความเฉลียวฉลาดเอาตัวรอดได้ เอ้า ค้นลงไปทีเดียว!

ทุกข์เกิดขึ้นมาจากไหน เป็นขึ้นที่ตรงไหน ค้นลงไป สติปัญญาหมุนติ้วไปตามอาการของเวทนาที่แสดงตัวอยู่ในร่างกายส่วนต่างๆ กระทั่งทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ในขณะนั้นได้หายไป ขยายตัวออกไปๆ เพราะสติปัญญาไล่ต้อนเข้าสู่ความจริงไปโดยลำดับ เมื่อเจอความจริงที่ตรงไหน ทุกขเวทนาก็กระจายออกๆ เห็นอย่างชัดเจนภายในใจ จนกระทั่งร่างกายทุกส่วนที่เป็นกองทุกข์ซึ่งเกิดจากการเจ็บไข้นั้น หายไปหมดเลย เหลือแต่ความรู้ล้วนๆ ที่สว่างไสวครอบร่างกายในขณะนั้น แม้แต่ร่างกายที่เคยปรากฏอยู่ในขณะนั้น พร้อมกับทุกข์ที่กลมกลืนเป็นอันเดียวกันนั้น เหมือนกับจะแยกกันไม่ออก ก็กลับกลายหายไป ทั้งร่างกายก็หายไป ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นภายในร่างกายก็หายไป คือร่างกายหายไปในความรู้สึก เหลือแต่ความรู้ซึ่งเป็นสิ่งที่อัศจรรย์ล้วนๆ ทรงตัวอยู่ โดยไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ว่าอยู่สูงอยู่ต่ำอยู่ในดินฟ้าอากาศที่ไหน หายเงียบ ไม่มีร่างเป็นที่สิงสถิตอยู่ในความรู้สึกเวลานั้น นั่น! เห็นความอัศจรรย์ขึ้นมาแล้ว! พอถอนออกมาเท่านั้น “โรคหายไปเลย!”

นี่เรียกว่า “สติปัญญาพิจารณาสัจธรรม” เมื่อรู้สัจธรรมแล้วจะไม่ถอนทุกข์ไม่ถอนกิเลสอาสวะจะถอนอะไร เพราะสัจธรรมก็เป็นความจริงแต่ละอย่างๆ คือทุกข์ก็เป็นความจริง สมุทัยก็เป็นความจริง สติปัญญาที่เรียกว่า “มรรค” ก็เป็นความจริง ต่างอันต่างจริง เมื่อเข้าถึงกันแล้วต่างก็เป็นความจริงล้วนๆ จิตจะปลอมมาจากที่ไหนอีกเมื่อได้ใช้สติปัญญาเป็นเครื่องซักฟอกแล้ว

เพราะฉะนั้นจิตจึงแน่วแน่อยู่ตามความจริงของตน คำว่า “ยา” หายไปหมด เรื่องความคิดถึงหยูกถึง “ยา” คิดไม่ได้ ไม่มีเวลาไปคิด คิดไปไหน เมื่อคิดไปแล้วมันก็ไม่ได้ผล จึงไม่คิดให้เสียเวลา

คิดที่ตรงนี้ ตรงที่ควรจะคิดนี้ เวทนามากน้อยเกิดที่ตรงนี้ การเจ็บไข้ได้ป่วยเกิดขึ้นที่ร่างกายนี้ พิจารณาที่ตรงนี้ สติปัญญาก็มีอยู่ที่นี่ ค้นกันลงที่นี่ หมุนติ้วๆ ลงไปที่นี่ พอได้ที่แล้วทุกขเวทนาก็หายหมด! นี่เรียกว่า “ไม่เสียผลเสียประโยชน์” เรียกว่า “รบข้าศึกได้ชัยชนะ!”

หากจะตายในเวลานั้นจิตก็ไม่ย่อท้อ จิตก็สามารถรับรองตัวได้ หรือช่วยตัวเองได้ ไม่ให้ทุกขเวทนาทั้งหลายเข้ามาครอบงำจิตได้เลย เพราะอำนาจของสติปัญญารอบตัว หากว่าจะตายลงในขณะนั้น ก็ตายไปอย่าง “สุคโต” ทำให้เบาทั้งกายทั้งใจอย่างนี้เอง ใจนี้ทำให้ฉลาดก็ได้ทำให้โง่ก็ได้ แล้วแต่ผู้นั้นจะปฏิบัติตัวอย่างไร

ถ้าจะให้ “จมอยู่” ตั้งกัปตั้งกัลป์ก็จมได้ ไม่มีวันอิ่มพอในความจม จมอยู่ใน “วัฏสงสาร” นั่นเอง มีความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้น มันอิ่มพอที่ไหนกัน ถ้าอิ่มพอกันได้ สัตว์โลกก็ไม่ควรจะมาเกิดตายกันไม่หยุดอย่างนี้

ท่านจึงสอนว่า “นตฺถิ ตณฺหาสมา นที” แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี” ก็ตัณหานี้แลพาให้สัตว์เกิดตายไม่มีเวลาอิ่มพอ เพราะตัวเหตุคือตัณหาไม่เคยมีความอิ่มพอ ความเกิดตายอันเป็นเครื่องผลักดันจากตัณหา จะหยุดตัวและอิ่มตัวได้อย่างไรเล่า

ฉะนั้นการจะให้ความอิ่มพอของความทุกข์และการเกิดตายเป็นไปเอง โดยไม่กำจัดต้นเหตุคือ “ตัณหาอวิชชา” ให้สิ้นไปจากใจ จึงเป็นความหวังที่ลอยลม ไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้น อย่าพากันหาญคิด!

การเกิดนั้น เกิดเท่าไรตายเท่านั้น ตายเท่าไรเกิดเท่านั้น หรือมากยิ่งขึ้นไป เพราะสิ่งที่จะทำให้เกิดคือกิเลสอวิชชาพอตัวเมื่อไร มันไม่เคยมีความพอตัวเลย“นตฺถิ ตณฺหาสมา นที” แม่น้ำทะเลหลวงมหาสมุทร ก็สู้ความอยากที่จิตที่เต็มไปด้วย “ตัณหา” นี้ไม่ได้ ความอยากก็คือกิเลสนี่เอง มันมีความพอตัวที่ไหน จงทำความเข้าใจอย่างถึงใจว่า ถ้าจะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้พอตัวไปเอง กี่กัปกี่กัลป์ก็ไม่มีหวัง ไม่มีฝั่งไม่มีแดนเลย เพราะฉะนั้นจึงควรพยายามแก้ พยายามคลี่คลาย พยายามบึกบึน พยายามต่อสู้สลัดปัดกิเลสเครื่องพัวพันทั้งหลายออก เพื่อเข้าหาฝั่งหาแดนพ้นทุกข์ไปได้โดยลำดับ ด้วยศรัทธา ความเพียร มีสติปัญญาเป็นสำคัญ!

จงค้นคิด พิจารณาลงที่นี่!

พระพุทธเจ้า สาวกทั้งหลายท่านพ้นทุกข์ ท่านไม่ได้พ้นจากที่ไหน ท่านพ้นที่กองทุกข์นี้แล แต่ถ้าไม่พิจารณากองทุกข์ก็ไม่พ้น ต้องถือเอาทุกข์เป็นหินลับสติปัญญาให้มีความแกล้วกล้าสามารถรู้เท่าทันกันกับสัจธรรมทั้งสี่ ทุกข์ทั้งหลายจะไม่เป็นภัยต่อจิตใจอีกต่อไป ทุกข์จะปรากฏตัว “สักแต่ว่าทุกข์” แม้จะไม่ดับไปก็ตาม เพราะอำนาจแห่งสติปัญญาพิจารณารู้รอบทั่วถึงแล้ว ทุกขเวทนาจะตั้งอยู่ตามความจริงของตน ไม่สามารถเข้ามากระเทือนจิตใจได้เลย เพราะปัญญารอบตัวอยู่แล้ว จิตก็จะตั้งอยู่ตามความจริงของตัว ต่างอันต่างจริง ไม่มีอะไรกระทบกระเทือนกัน เมื่อความจริงเข้าถึงกันแล้วไม่เกิดเรื่องต่อกัน

อันเรื่องความจริงกับความปลอมที่มันวุ่นกันอยู่นี้ ก็เพราะความจอมปลอมขึ้นแซงหน้าไปเรื่อยๆ มันจึงทำให้จิตจมอยู่เรื่อยๆ เราเคยบ่นกันมากเหลือเกิน คือบ่นอยากจะพบความสุขความเจริญ แล้วความสุขความเจริญนั้นอยู่ที่ไหน? เวลานี้ผู้ต้องการความสุขความเจริญจมอยู่กับอะไร? ถึงหาความสุขความเจริญไม่ได้ไม่เจอ ทั้งๆ ที่เราปรารถนาความสุขความเจริญด้วยกันทั้งโลก ถ้าไม่แก้สาเหตุในจุดนี้แล้ว ก็ไม่มีทางพบความสุขความเจริญได้อย่างพึงใจเลย การปล่อยให้จิตพอตัวแล้วพ้นทุกข์ไปเอง และการปล่อยให้กิเลสพอตัวแล้วสลัดปัดทิ้งคน ปล่อยคนให้เป็นอิสระ เหมือนเขาปล่อยนักโทษออกจากเรือนจำนี่ไม่มีหวัง! อย่างไรๆ กิเลสจะต้องผูกมัดคนไปเรื่อยๆ อยู่อย่างนี้! นอกจากจะใช้สติปัญญาพิจารณาดังที่ว่าแล้วเท่านั้น จึงจะมีหวังดังใจหมาย!

ฉะนั้นศาสนาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งกับมนุษย์ ผู้ต้องการความสงบสุขแก่ตน และครอบครัว ตลอดการหลุดพ้นจากการจองจำทั้งหลาย มนุษย์เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ จะนำศาสนาเข้ามาเป็นเครื่องมือดำเนินเป็นขั้นๆ ไม่ปล่อยตัวตามอำเภอใจ เพราะ กิเลสเครื่องทำลายความสุขมีหลายประเภทมาก ท่านจึงสอนตั้งแต่ ทาน ศีล ภาวนา

“ทาน” เพื่อประโยชน์อะไร เพื่อความเสียสละความตระหนี่ถี่เหนียว เกี่ยวเนื่อง มาจากความเห็นแก่ตัว และส่งเสริมความละโมบโลภมากให้พอกพูนหัวใจ เห็นอะไรๆ มีแต่จะเอาท่าเดียวไม่มองดูสังขาร

การให้ทานย่อมเกิดประโยชน์แก่ผู้รับจากการเสียสละนั้นๆ ดังพระเวสสันดร ท่านให้ทานเป็นตัวอย่างอันดีเลิศมาแล้วจนกระเทือนโลก “ทาน” แปลว่า การให้โดยไม่ หวังสิ่งตอบแทนจากผู้รับดังเขาซื้อขายกัน ให้ด้วยความสงสาร ให้ด้วยความอนุเคราะห์ ให้ด้วยความเชื่อความเลื่อมใส ให้ด้วยการบูชาคุณแก่ท่านผู้มีคุณแก่เรา

การให้ทานด้วย “วัตถุ” ด้วยกำลัง ด้วยวิชาความรู้ เรียกว่า “ทาน” เช่น วัตถุทาน เป็นต้น ผู้รับทานก็ได้รับความสุขและความภาคภูมิ เย็นใจ เป็นความสุขความสบายทั้ง สองฝ่าย ผู้ที่ได้รับการสงเคราะห์จากเรานั้นก็มีความสุข เราที่เสียสละให้ทานได้ ก็เท่า กับเราตัดความตระหนี่เหนียวแน่น อันเป็นสิ่งที่ผูกมัดจิตใจออกได้ด้วยเราเองก็เป็นสุข

ที่ท่านสอนไว้นี้เป็นวิธีการปราบกิเลสทั้งนั้น การทำใดที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ไว้ ต้องมีความหมายทุกสิ่งทุกอย่าง

“ศีล” ก็เป็นเครื่องระงับกิเลสประเภทหนึ่ง

“ภาวนา” ภาวนานี้เป็น “ธรรมรวบยอด” ที่จะฆ่ากิเลสทั้งหลายที่รวมตัวเข้าไป อยู่ในใจ นี่เคยสอนมาแล้ว การภาวนาก็คือการเรียนรู้ความจริงของตัวเอง ซึ่ง “มี” และ “เกิดขึ้น” กับ “กาย” และ “ใจ” อยู่เสมอ เวลานี้เรายังรู้ความจริงไม่ได้ เพราะจิต เรามันเที่ยวตำหนิโน้นตำหนินี้ หาความจริงในตัวไม่ได้ว่าร่างกายเป็นอย่างไร ร่างกาย เป็นอย่างนั้น ส่วนนั้นเป็นอย่างนั้น ส่วนนี้เป็นอย่างนี้ ตำหนิเขาวันยังค่ำคืนยังรุ่งทั้งที่ไม่ เกิดประโยชน์อะไร หากตำหนิอยู่นั่นแล ตามนิสัยมนุษย์ที่ใจ “หลุกหลิก” เพราะจิตมัน ปลอมไม่มีความจริง จึงชมสิ่งใดว่าจริงอย่างมีเหตุผลไม่ได้

การปฏิบัติคือการคอยสอดส่องดูจิต เฉพาะอย่างยิ่งร่างกาย จิตใจ จิตใจมี ความปรุงแต่งไปอย่างไรบ้าง หนักเบาในทางใด พิจารณาจิตของตัว และคอยตำหนิติ เตียนตัวเอง คอยกำจัด คอยหักห้าม คอยแก้ไขกันด้วย “สติปัญญา” ร่างกายเป็น อะไร มีความเจ็บไข้ได้ป่วยประการใดบ้าง จงพิจารณาลงเป็น “สัจธรรม” ให้เห็นตาม ความจริงอย่าไปฝืน อย่าฝืน “คติธรรมดา” คือความจริง อย่าเอาความ “อยากหาย”เข้า ไปตั้งในทุกขเวทนานั้นๆ จะทำให้ทุกข์นั้นกำเริบมากขึ้น เพราะความอยากนั้นเป็นเรื่อง ของกิเลสตัณหา แต่ความต้องการรู้ความจริงนั้นเป็นเรื่องของธรรม จงพินิจพิจารณา ด้วยปัญญาให้เห็นแจ่มแจ้งชัดเจนแล้ว มันจะแยกตัวออกจากกันเองไม่ต้องสงสัย

ศาสนาท่านสอนให้มีความเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อ ไม่ตำหนิวาสนาของตัวว่ามีน้อย จง ปราบปรามกิเลสซึ่งมีอยู่ภายในใจออกให้สิ้นไป แม้ปรมาณูอย่าให้มีเศษเหลือได้ เพราะ มัน “ตัวจัญไร” ทั้งสิ้นไม่ใช่ของดีเลย การที่โลกบ่นกันว่า “ทุกข์ๆ” นั้น ล้วนเป็นสาเหตุ มาจากกิเลสทั้งหมดไม่ใช่สิ่งอื่นใด กิเลสนี้แลเป็นเครื่องกดถ่วงจิตใจของสัตว์โลกให้ได้ รับความทุกข์ความลำบากเรื่อยมา อย่าเข้าใจว่าเป็นเพราะอะไรอื่น

ความทุกข์เพราะดินฟ้าอากาศหรือจากสิ่งอื่นๆ นั้น ไม่กระเทือนจิตใจมาก เหมือนกิเลสอันเป็น “ข้าศึก” ของใจเลย แต่เรื่องของกิเลสนี้กระเทือนมากทีเดียว เพราะเป็นตัวพิษตัวภัยของใจโดยตรง ไม่มีคำว่า “อ้อม” สิ่งอื่นๆ อะไรจะขาดตกบก พร่องไปบ้าง ถ้าจิตใจยังมีความผาสุกอยู่ด้วยอรรถด้วยธรรมแล้ว ยังพออยู่พอเป็นพอ ไปพออดพอทนกันได้

แต่ถ้าเป็นเรื่องของกิเลสแล้วมันทำให้เดือดร้อนวุ่นวายมาก ทำให้กระเสือก กระสนกระวนกระวายมาก ทำให้ทะเยอทะยานมาก ทำให้อยากให้หิวโหยมาก เป็นราคี ต่อจิตใจมาก เวลากิเลสกำเริบมากๆ แม้จะมีสมบัติหรือมีกองเงินกองทองอยู่เท่าภูเขา มันก็หาความสุขไม่ได้ เพราะตัวกิเลสพาใจให้เป็นทุกข์ จะเอาความสุขมาจากไหน แม้ ขึ้นไปนั่งบนกองเงินกองทอง ก็จะไปร้องครางเพราะความทุกข์ร้อนวุ่นวายระส่ำระสาย ทิ้งเนื้อทิ้งตัวอยู่บนกองเงินกองทองนั้นแล เพราะนี้เป็นตัวโรคอันสำคัญ จึงต้องแก้กัน ตรงนี้

ความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่ละชนิดๆ เป็นโรคร้ายอันใหญ่โตมาก เป็น โรคอันสำคัญที่เกาะกินอยู่ภายในจิต และเอาจิตใจเป็นอาหาร ขูดรีดจิตใจวันยังค่ำคืน ยังรุ่งไม่มีเวลาอิ่มพออยู่อย่างนั้น

แต่จิตใจนี้ทนทานมาก ถึงจะถูกทรมานด้วยกิเลสประเภทใดๆ ก็ยังทนทานตัว อยู่อย่างนั้น เราถึงได้มองเห็นความทนทานของจิตเราอยู่เรื่อยมา ถ้าหากจิตนี้ไม่แน่น หนามั่นคงทนต่อการเหยียบย่ำทำลายของกิเลสประเภทต่างๆ แล้ว จิตนี้จะต้องแหลก เป็นผุยผงไปนานแล้ว ไม่มีจิตสิงอยู่ในร่างคนร่างสัตว์เลย เพราะความทนทานของจิต สาระสำคัญของจิตจึงทนได้อยู่ได้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ถูกทำลายหายสูญไป ฉะนั้น จิตจึงควรได้รับความเหลียวแลจากเจ้าของอย่างใกล้ชิดเสมอ ไม่ควรปล่อยไปตาม บุญตามกรรม จะเป็นการซ้ำเติมจิตให้มีความทุกข์และเศร้าหมองยิ่งขึ้น จนถึงขั้น “หมด หวัง” ดังคนไข้เข้าห้อง “ไอ.ซี.ยู.”

ใจที่มีกิเลสย่อมเป็นใจที่มีภาระหนักมาก เวลาจะพาทำความดีใจมันฝืนไม่อยาก ให้ทำ เหมือนจะถอนหนามออกจากฝ่าเท้า กลัวแต่จะเจ็บปวดถ่ายเดียว ฉะนั้นพอจะทำ ความดีมีภาวนาเป็นต้นทีไร เหมือนจะพาเข้าตะแลงแกง (เข้าสู่ที่ประหารชีวิต) เหมือน จูงสุนัขเข้าใส่ฝน เหมือนกับสัตว์ถูกไล่จะเข้าโรงฆ่าสัตว์ เหมือนจะถูกประหัตประหาร ชีวิต เหมือนจะถูกโยนลงในเหวในบ่อนั่นแล เพราะความเป็นข้าศึกระหว่างกิเลสกับ ธรรมเหมือนขมิ้นกับปูน

พอจะนั่งภาวนาบ้าง ใจเริ่มหาเรื่องมาขัดขวางนานาประการจนนั่งไม่ลง ราวกับ พื้นที่มีแต่ขวากหนาม ใจอยู่ดีๆ ก็เกิดความรุ่มร้อนขึ้นมา เพราะแรงขี้เกียจมันเผาลน แขนขายกไม่ขึ้นอ่อนเปียกไปหมดราวกับไม่มีเส้นเอ็นติดต่อกัน การเดินจงกรมนั่งสมาธิ สวดมนต์ไหว้พระ ภาวนาเพื่อชำระจิตใจให้สะอาดปราศจากความฟุ้งซ่านวุ่นวาย ใจขัด ขืนไม่อยากทำ มีแต่ความอืดอาดเนือยนาย เรื่องกิเลสเข้าครองใจ มันทำใจให้เป็น ข้าศึกและเป็นอุปสรรคต่อความดีทั้งหลายอย่างนี้แล

แต่เมื่อพยายามตะเกียกตะกาย พยายามบึกบึนหลายครั้งหลายหนเข้า ใจขัดขืน ธรรมไม่ได้ ก็ยอมทำตามบ้างขัดขืนบ้าง ระหว่างบาปกับบุญต่อสู้กันไป แพ้บ้างชนะบ้าง ส่วนผลดีก็ค่อยปรากฏขึ้น ธรรมก็ค่อยแทรกถึงใจเข้าโดยลำดับๆ จิตก็ค่อยเบาขึ้น มาเรื่อยๆ ทำความเพียรก็นับวันคล่องแคล่วแกล้วกล้า สติปัญญาก็ค่อยเกิดขึ้นๆ กิเลสค่อยๆ หลุดลอยไป ใจนับวันเบาและผ่องใสขึ้นมาโดยลำดับ สติปัญญาก็ยิ่งมี ความขยันหมั่นเพียรจะคิดอ่านไตร่ตรอง ความพากเพียรทุกด้านดีไปตามๆ กัน จน สามารถชำระได้หมด

ทีนี้อะไรเล่าจะประเสริฐยิ่งกว่าจิต! เอาอะไรมาเทียบไม่ได้เลย นี่แหละ “จิต คนเรา” ถ้าว่า “เยี่ยม” ก็เยี่ยมที่สุด ดีก็ดีที่สุด ดีที่สุดก็คือ “จิต” เมื่อชำระแล้ว ไม่มี อะไรเสมอเหมือนในโลก เป็นแก้วสารพัดนึกอยู่ภายในตัว แต่เวลาเลวและผาดโผนก็ เลวและผาดโผนที่สุดเช่นกัน ก่อนที่ยังไม่ได้รับการอบรมฝึกฝน

ศาสนธรรมเท่านั้นที่จะฉุดลากจิตใจที่ใฝ่ต่ำทำตัวให้เสียคน ขึ้นมาเป็น “จิตดี” เป็นจิตเลิศเป็นคนประเสริฐได้ เพราะธรรมเหนือและประเสริฐกว่ากิเลสบาปธรรมแต่ ไหนแต่ไรมา จึงมีอำนาจปราบปรามกันได้ทันเหตุการณ์เรื่อยมาทุกยุคทุกสมัย

“พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ” ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายจนซาบซึ้งถึงใจแล้ว อยู่ที่ใดก็มี “พุทธ” เข้าถึง “พุทธ” ไม่เลือกกาลสถานที่ เป็น “อกาลิโก” “ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ” ก็ถึง ใจ “สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ” ก็ถึงใจ อยู่ที่ไหนก็ปรากฏพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ สถิตอยู่ที่ใจนี้เลย ทั้งสามรัตนะซึ้งถึงใจอยู่ตลอดเวลา

คำว่า “พระพุทธเจ้านิพพานไปเป็นเวลานานเท่านั้นเท่านี้ปี” ก็ไม่มีปัญหาข้อข้อง ใจหนักใจอะไรเลย ไม่สนใจคิดให้เสียเวล่ำเวลา เพราะธรรมอันแท้จริงคืออะไร พุทธะ อันแท้จริงคืออะไร สังฆะอันแท้จริงคืออะไร ก็คือธรรมที่ปรากฏชัดอยู่ภายในจิตเรา จิตท่านที่บริสุทธิ์เท่านั้น

“ธรรม” กับใจนี้เป็นฉันใด พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ก็เป็นฉันนั้น ฉะนั้น ท่านผู้สิ้นสงสัยในธรรมแล้วท่านจึงไม่คิดให้เสียเวล่ำเวลาว่า “พระพุทธเจ้านิพพานไป นานแล้ว” เสียใจเกิดไม่ทันท่าน ปฏิบัติอย่างไรก็ไม่ได้มรรคได้ผล!” ตามเรื่องของ “กิเลส” มันหลอกลวงไป

สำหรับท่านผู้รู้ธรรม ท่านไม่คิดแบบคนโง่ตัดหนามกั้นตัวเองอย่างนั้น พระพุทธ เจ้า เราอยู่ที่ไหนท่านก็อยู่ที่นั่น ความรู้ที่บริสุทธิ์อันนี้กับพระพุทธเจ้าเทียบกันได้ทันที อันนี้ฉันใดอันนั้นฉันนั้น ขอให้เข้าถึงความบริสุทธิ์เถิด “พุทธะ” ของเรากับ“พุทธะ” ของพระพุทธเจ้า ไม่แยกจากกันเลย ฉันใดก็ฉันนั้น ไม่มีเรื่องอะไรจะพูดให้ยืดยาวยิ่ง กว่านั้น เพราะเป็นเรื่อง “ตะครุบเงา” ไม่มีสิ้นสุด

เอาตัวจริงมาพูดเลยดีกว่า “พุทธะ” นี้ฉันใด “พุทธะ” ของพระพุทธเจ้าก็ฉันนั้น “พุทธะ” อันนี้จะอันตรธานสูญไปไหน รู้อยู่ในตัวเองแล้ว แล้วพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร ก็หมดปัญหา ธรรมแท้คืออะไร ก็อยู่ที่ใจนี้กลมกลืนเป็นอันเดียวกัน พระพุทธเจ้า พระ ธรรม พระสงฆ์ โดยหลักธรรมชาติแล้ว คือธรรมทั้งแท่งอยู่ภายในใจของผู้บริสุทธิ์ นั้นแล ผู้นั้นจึงไม่มีความสงสัยพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แม้แต่น้อย แม้จะไม่ เคยเห็นพระองค์ก็ตาม ไม่เคยเห็นพระสงฆ์อรหัตอรหันต์ที่เป็นสาวกท่านก็ตาม ความ บริสุทธิ์นี้แลเป็นสักขีพยานให้ทราบชัดว่า พระพุทธเจ้าคืออะไร พระธรรมคืออะไร พระ สงฆ์คืออะไร เวลานี้พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ สถิตอยู่ในที่เช่นไร แล้ววันนี้พุทธ ท่านกับพุทธเรา? ใจรู้รู้อย่างไร วิเศษวิโสอย่างไรบ้าง เป็นธรรมชาติอย่างไรบ้าง อันนั้น ก็ธรรมชาติอย่างนั้นเหมือนกัน จึงหาที่สงสัยไม่ได้

นี่แหละการเข้าถึง “พุทธะ” ธรรมะ สังฆะ แท้ เข้าถึงที่ใจ เมื่อกิเลสหลุดลอย ออกไปหมดแล้ว ก็มีแต่ธรรมชาติที่อัศจรรย์นี้เท่านั้น “จิต” เมื่อทำให้ประเสริฐก็ ประเสริฐได้อย่างนี้!

แต่ก่อนที่ไม่ประเสริฐก็เพราะมันโง่ โง่ที่สุดก็คือจิตดวงนี้ กิเลสผู้ที่ทำให้โง่นั้น แหละมันถึงได้โง่ แต่ “ธรรมชาติที่ทำคนให้โง่” นั้นมันอยู่บนหัวใจของเราจึงโง่ ถ้าเอา อันนั้นออกแล้ว จะว่า “โง่” ว่า “ฉลาด” ก็ไม่มีปัญหาที่จะพูดกันอีก โลกทั้งโลกจะมีความ สงบร่มเย็นก็เพราะใจที่ได้รับการอบรม ซึ่งเป็นผู้พาดำเนินงานทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งกาย และวาจาที่จะเอียงไปทางใด ส่อออกมาจากใจผู้บงการ บงการถูกหรือบงการผิด กิริยาก็ ออกมาตามนั้น

จิตได้รับการอบรมมาอย่างไรบ้าง การแสดงออกจะเป็นไปตามที่อบรม ถ้าไม่ได้ อบรม ไม่มีเหตุมีผล มีแต่กิเลสเต็มหัวใจและบงการ แล้วก็ยิ่งพาคนอื่นให้เดือดร้อน ด้วยมากมาย โลกที่ร้อนก็เพราะใจดวงนี้พาให้ร้อน คนเราที่กระสับกระส่ายระส่ำระสาย หาที่ยึดที่ถือไม่ได้ อะไรก็ว่าดีๆ ทั้งนี้เพราะกิเลสเผาลนจนยับยั้งตั้งตัวไม่ได้ ความเป็น บ้าเพราะกิเลสรุมนี้ยากที่จะมีวันสร่างลงได้ ถ้าไม่แสวงหาครูอาจารย์ที่เป็นอรรถเป็น ธรรมในการอบรมสั่งสอน คนๆ นั้นต้องเป็นบ้าโลภ บ้าโกรธ บ้าหลง บ้ายศ บ้าอำนาจ บ้าความมั่งมีดีเด่นไปเรื่อยจนวันตาย ไม่มีทางระลึกรู้ตัวได้โดยลำดับ ดับไปตายไป เพราะบ้าเหล่านั้นฉุดลากไปไม่มีวันโผล่ตัวขึ้นมาได้

ฉะนั้นคำว่า “ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา” การคบค้าสมาคม ได้ยินได้ฟังธรรมของ ปราชญ์และครูอาจารย์อยู่เสมอ จึงเป็นมงคลอันสูงสุด

แต่การ “สั่งสมกิเลส คือ โลภ โกรธ หลง ราคะ ตัณหามากๆ อย่าให้บกพร่องได้ เป็นมงคลอันสูงสุด” นั้นไม่เคยได้ยิน! และไม่เคยเห็นใครในโลกมีความสุขความเจริญ ทั้งภายในใจทั้งภายนอกใจ แข่งธรรมของพระพุทธเจ้าบทนี้และบทอื่นๆ เลยในบรรดา “สวากขาตธรรม”

อย่าย่อหย่อนอ่อนข้อต่อกิเลสทุกประเภทให้มันได้ใจและหัวเราะเยาะเย้ย ที่เคยอยู่ใต้อำนาจมันมาแล้วก็แสนอาภัพน่าอับอายมันมาพอแล้ว ขออย่าให้เรื่องทำนองนี้มีในใจของเราอีกต่อไป

จงเอาให้กิเลสเสียน้ำตาบ้างซิ ที่เป็นมามีแต่เราเสียน้ำตาเพราะแพ้กิเลส เพราะความบอบช้ำ ความทุกข์ทรมานจากกิเลสดัดสันดาน คราวนี้ชาตินี้ เอาให้กิเลสม้วนเสื่อกลับบ้านลองดู จะมีความสุขความสง่าผ่าเผยเพียงไร เมื่อปลดแอก ออกจากคอแล้ว ขอยุติเพียงเท่านี้